คำซ้อนเพื่อความหมาย

คำซ้อนแบ่งเป็น  2 พวกคือ  คำซ้อนเพื่อความหมายและคำซ้อนเพื่อเสียง
คำซ้อนเพื่อความหมาย เกิดจากคำมูลที่มีความหมายอย่างเดียวกัน  ต่างกันเล็กน้อยหรือไปในทำนองเดียวกัน  หรือต่างกันในลักษณะตรงข้าม  เมื่อประกอบเป็นคำซ้อนจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
                   1.  ความหมายอยู่ที่คำใดคำหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  คำอื่นหรือกลุ่มอื่นไม่ปรากฏความหมาย  เช่น  หน้าตา   ปากคอ   เท็จจริง   ดีร้าย   ผิดชอบ   ขวัญหนีดีฝ่อ  ถ้วยชามรามไห   จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
                   2.  ความหมายอยู่ที่ทุกคำแต่เป็นความหมายที่กว้างออกไป เช่น
เสื้อผ้า ไม่ได้หมายเฉพาะเสื้อกับผ้า แต่รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม เรือแพ ไม่ได้หมายเฉพาะเรือกับแพ  แต่รวมถึงยานพาหนะทางน้ำทั้งหมด  ข้าวปลา  ไม่ได้หมายเฉพาะข้าวกับปลา  แต่รวมถึงอาหารทั่วไป  พี่น้อง ไม่ได้หมายเฉพาะพี่กับน้อง  แต่รวมถึงญาติทั้งหมด  หมูเห็ดเป็ดไก่   หมายรวมถึงสิ่งที่ใช้เป็นอาหารทั้งหมด
                   3.  ความหมายอยู่ที่คำต้นกับคำท้ายรวมกันเช่น เคราะห์หามยามร้าย  

( เคราะห์ร้าย )  ชอบมาพากล ( ชอบกล )  ฤกษ์งามยามดี  ( ฤกษ์ดี ) ยากดีมีจน ( ยากจน ) 
                   4.  ความหมายอยู่ที่คำต้นหรือคำท้าย ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกันเช่น ชั่ว ดี   ( ชั่วดีอย่างไรเขาก็เป็นเพื่อนฉัน )   ผิดชอบ  ( ความรับผิดชอบ )  เท็จจริง ( ข้อเท็จจริง)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

นางพรรณนิภา แจ่มศรีจันทร์
โรงเรียนทุ่งยาวผดุงศิษย์  อ.ปะเหลียน จ.ตรัง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต

พยางค์และคำ

พยางค์ คือ จังหวะเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ หรือหน่วยเสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียว จะมีความหมายหรือไม่ก็ตาม คําที่ใช้บรรจุในบทร้อยกรองต่าง ๆ นั้นล้วนหมายถึง คำพยางค์ ทั้งสิ้น

พยางค์         พยางค์เป็นการประสมเสียงในภาษา เพราะพยางค์เกิดจากการเปล่งเสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ ติดตามกันอย่างกระชั้นชิด

พยางค์มีองค์ประกอบดังนี้

  1. เสียงพยัญชนะต้น
  2. เสียงสระ
  3. เสียงวรรณยุกต์
  4. เสียงสะกด

         เสียงพยัญชนะต้น คือ เสียงที่เปล่งออกมาก่อน บางคำจะเป็นเสียงพยัญชนะเดี่ยว บางคำจะเป็นเสียงพยัญชนะควบกล้ำก็ได้ เช่น อ่าง (พยัญชนะต้น คือ อ) ลิฟท์ (พยัญชนะต้น คือ ล) ดาว (พยัญชนะต้น คือ ด) คลอง (พยัญชนะต้น คือ คล) ไกร (พยัญชนะต้น คือ กร) ขวาน (พยัญชนะต้น คือ ขว) เป็นต้น

         เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งตามติดมากับเสียงพยัญชนะ เช่น งา (เสียงสระ อา) ชล (เสียงสระ โอะ) เสีย (เสียงสระ เอีย) เกาะ (เสียงสระ เอาะ) เป็นต้น

         เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงที่เปล่งออกมาพร้อมกับเสียงสระ เพื่อให้มีระดับเสียงสูงต่ำต่างกันไป เช่น ใหญ่ (เสียงวรรณยุกต์ เอก) เพื่อ (เสียงวรรณยุกต์ โท) สี (เสียงวรรณยุกต์จัตวา) เป็นต้น

         พยางค์ การที่เราเปล่งเสียงออกมาจากลำคอครั้งหนึ่ง ๆ นั้น เราเรียกเสียงที่เปล่งออกมาว่า “พยางค์” แม้ว่าเสียงที่เปล่งออกมาจะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ตาม เช่น เราเปล่งเสียง “สุ” ถึงจะไม่รู้ความหมาย หรือไม่รู้เรื่องเราก็เรียกว่า ๑ พยางค์ หากเราเปล่งเสียงออกมาอีกครั้งหนึ่งว่า “กร” จะเป็น “สุกร” จึงจะมีความหมาย คำว่า “สุกร” ซึ่งเปล่งเสียง ๒ ครั้ง เราก็ถือว่ามี ๒ พยางค์ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งเดียวมีความหมาย เช่น นา หมายถึง ที่ปลูกข้าว เสียงที่เปล่งออกมาว่า “นา” นี้เป็น ๑ พยางค์

ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพ:พยางค์.jpg

จากตัวอย่างข้างบนนี้สรุปได้ว่า

         พยางค์ คือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ตาม ถ้าเปล่งเสียงออกมา ๑ ครั้ง ก็เรียก ๑ พยางค์ สองครั้งก็เรียก ๒ พยางค์         พยางค์เกิดจากการเปล่งเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ออกมาพร้อม ๆ กัน พยางค์ที่มีความหมายอาจจะเป็นพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้

        พยางค์แต่ละพยางค์จะต้องมีส่วนประกอบ ๓ ส่วนขึ้นไป คือ สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ การประกอบสระ พยัญชนะและวรรณยุกต์เข้าเป็นพยางค์เรียกว่า การประสมอักษรมี ๔ วิธี คือ

         ๑. การประสมสามส่วน คือ การประกอบพยางค์ด้วยพยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์ เช่น

ภาพ:พยางค์1.jpg

         ๒. การประสมสี่ส่วน คือ การประสมพยางค์ด้วยพยัญชนะต้น สระ พยัญชนะท้ายพยางค์หรือ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ เช่น

ภาพ:พยางค์2.jpg

         ๓. การประสมสี่ส่วนพิเศษ คือ การประกอบพยางค์ด้วยพยัญชนะต้น สระ พยัญชนะท้าย พยางค์ที่ไม่ออกเสียงหรือตัวการันต์ และวรรณยุกต์ เช่น

ภาพ:พยางค์3.jpg

         ๔. การประสมห้าส่วน คือ การประกอบพยางค์ด้วยพยัญชนะต้น สระ พยัญชนะท้ายพยางค์หรือตัวสะกด พยัญชนะท้ายพยางค์ที่ไม่ออกเสียง หรือตัวการันต์ และวรรณยุกต์ เช่น

ภาพ:พยางค์4.jpg

         สรุป โครงสร้างของพยางค์

ภาพ:พยางค์5.jpg


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

การเขียนเรียงความ

การเรียงความ

 ความหมายของเรียงความ

         เรียงความ เป็นงานเขียน ร้อยแก้ว ชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนมุ่งถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ความคิด และทัศนคติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยถ้อยคำสำนวนที่เรียบเรียงอย่างมีลำดับขั้นและสละสลวย

องค์ประกอบของเรียงความ

         มี ๓ ส่วนใหญ่ ๆ คือ

 คำนำ

        เป็นส่วนแรกของเรียงความ ทำหน้าที่เปิดประเด็น ดึงดูดความสนใจ พิถีพิถัน คำนึงถึงเรื่องที่ตนจะเขียน เน้นศิลปะในการใช้ภาษา

การเขียนคำนำ ควรยึดแนวทางต่อไปนี้

  • ไม่ยืดยาด เยิ่นเย้อ
  • ไม่ควรกล่าวถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง
  • ไม่ควรซ้ำกับส่วนสรุปหรือความลงท้าย
  • อาจหาคำคม สำนวน สุภาษิต หรือบทกวีที่ไพเราะและเกี่ยวกับเนื้อเรื่องมาเป็นคำนำก็ได้

เนื้อเรื่อง

        เป็นส่วนสำคัญและยาวที่สุดของเรียงความ ประกอบด้วย ความรู้ ความคิด และข้อมูลที่ผู้เขียนค้นคว้า และเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ ระเบียบ การเขียนเนื้อเรื่องเป็นการขยายความในประเด็นต่าง ๆ ตามโครงเรื่องที่วางไว้ล่วงหน้าแล้ว ในการเขียนอาจมีการยกตัวอย่าง การอธิบาย การพรรณนา หรือยกโวหารต่าง ๆ มาประกอบด้วย โดยอาจจะมีย่อหน้าหลายย่อหน้าก็ได้

การเขียนเนื้อเรื่องควรยึดแนวทางต่อไปนี้

  • ความถูกต้อง แจ่มแจ้งสมบูรณ์ ผู้อ่านสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรียกว่ามีสารัตถภาพ
  • ใจความสำคัญแต่ละย่อหน้า จะต้องมีเพียงใจความเดียว ไม่ออกนอกเรื่อง สับสน วกวน ซึ่งเรียกว่ามีเอกภาพ
  • เนื้อหาในแต่ละย่อหน้าจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันโดยตลอด ย่อหน้าที่มาหลังจะต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับย่อหน้าที่มาก่อน ซึ่งเรียกว่ามีสัมพันธภาพ

 สรุป

        เป็นส่วนสุดท้าย หรือย่อหน้าสุดท้ายในเรียงความแต่ละเรื่อง ผู้เขียนจะทิ้งท้ายให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ สอดคล้องกับเรื่องที่เขียน กระชับรัดกุม ซึ่งการเขียนสรุปมีหลายวิธี เช่น ฝากข้อคิด และความประทับใจให้ผู้อ่านย้ำความคิดสำคัญของเรื่อง ชักชวนให้ปฏิบัติตาม ให้กำลังใจแก่ผู้อ่าน ตั้งคำถามที่ชวนให้ผผู้อ่านคิดหาคำตอบ และยกคำพูด คำคม สุภาษิต หรือบทกวีที่น่าประทับใจ เป็นต้น การเขียนสรุปควรยึดแนวทางต่อไปนี้

  • เขียนสั้น ๆ ไม่เยิ่นเย้อ (ความยาวควรจะเท่า ๆ กับคำนำ)
  • อาจสรุปโดยการอ้อนวอน เชิญชวนหรือแสดงความคิดเห็น
  • ควรหลีกเลี่ยงคำขออภัย หรือคำออกตัวว่าผู้เขียนไม่มีความรู้
  • ไม่ควรเสนอประเด็นใหม่เข้ามาอีก

 

 ขั้นตอนการเขียนเรียงความ

 การเลือกเรื่อง

        หากจะต้องเป็นผู้เลือกเรื่องเองแล้ว ควรเลือกตามความชอบ หรือความถนัดของตนเอง

การค้นคว้าหาข้อมูล

        อาจทำได้โดยการค้นคว้าจากหนังสือ นิตยสาร วารสาร อินเทอร์เน็ต หรือสื่ออื่น

วางโครงเรื่อง

        เมื่อได้หัวข้อเรื่องแล้ว ต้องวางโครงเรื่อง โดยคำนึงถึงการจัดการ จัดลำดับหัวข้อเรื่องที่จะเขียนให้สัมพันธ์ ต่อเนื่องกัน เช่น

  1. จัดลำดับหัวข้อตามเวลาที่เกิด
  2. จัดลำดับหัวข้อจากหน่วยเล็กไปสู่หน่วยใหญ่
  3. จัดลำดับตามความนิยม

        โครงเรื่องของงานเขียนควรจัดหมวดหมู่ของแนวคิดสำคัญเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน โครงเรื่องเปรียบเสมือนแปลนบ้าน ผู้สร้างบ้านจะต้องใช้แปลนบ้านเป็นแนวทางในการสร้างบ้าน การเขียนโครงเรื่องจึงมีความสำคัญทำให้ผู้เขียนเรียงความเขียนได้ตรงตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ถ้าไม่เขียนโครงเรื่องหรือไม่วางโครงเรื่อง เรียงความอาจจะออกมาไม่ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ

 การเรียบเรียง

        ตามรูปแบบของเรียงความ ตามองค์ประกอบ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป (บางคนอาจเขียนคำนำหลังสุดก็ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน)

 

ลักษณะของเรียงความที่ดี

        นอกจากต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง ๓ ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป แล้วยังต้องมีลักษณะดังนี้อีกด้วย

 เอกภาพ

        คือ ในแต่ละย่อหน้า ความคิดสำคัญต้องมีเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันกับหัวข้อเรื่อง

สัมพันธภาพ

        คือ ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดทั้งเรื่อง โดยจะต้องมีการวางโครงเรื่องที่ดี จัดลำดับย่อหน้าอย่างมีระบบระเบียบ เรียบเรียงด้วยคำเชื่อมที่เหมาะสม

สารัตถภาพ

        คือ มีเนื้อหาสาระที่สมบูรณ์ตลอดทั้งเรื่องโดยในแต่ละย่อหน้า ประโยคสำคัญต้องชัดเจน ประโยคขยายมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ถูกต้องตามข้อเท็จจริง เพื่อช่วยเน้นย้ำให้ประโยคใจความสำคัญมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • ถวัลย์ มาศจรัส. นวัตกรรมทางการศึกษา ชุด บทเรียนแบบโปรแกรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ธารอักษร, ๒๕๔๘
  • นิติภูมิ นวรัตน์. ภาษาไทย ฉบับเตรียมสอบ . กรุงเทพฯ : มิตรภาพการพิมพ์, ๒๕๔๙
  • เสนีย์ วิลาวรรณ, สุระ ดามาพงษ์, ชัยวัฒน์ สีแก้ว หนังสือหลักการใช้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ ๓ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ว.พ. ๒๕๔๔

การเขียนจดหมายลาครู

การเขียนจดหมายลาลาครูเป็นการเขียน ตนไม่สามารถมาเรียนได้ จำเป็นต้องหยุดเรียน เนื่องจากเจ็บป่วย หรือมีธุระจำเป็น

มารยาทในการเขียนจดหมาย
1. ใช้กระดาษที่สุภาพ เช่น กระดาษเขียนจดหมายสีขาว กระดาษที่ใช้ต้องไม่ขาดหรือยับ เป็นต้น
2. เขียนด้วยลายมือที่สวยงาม สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย
3. ใช้ภาษาที่สุภาพ และเขียนสั้นๆ ให้ได้ใจความชัดเจน

รูปแบบการเขียนจดหมาย
1. ที่อยู่ของผู้เขียน อยู่ตรงมุมบนขวาของหน้ากระดาษให้เริ่มเขียนที่กึ่งกลางหน้ากระดาษ
2. วัน เดือน ปี ให้เขียนกึ่งกลางหน้ากระดาษ โดยเขียนวัน เดือน ปี ที่จะเขียนจดหมาย
3. คำขึ้นต้น ให้เขียนเว้นคั่นหน้ากระดาษ 1.5 นิ้ว
4. เนื้อหา เริ่มเขียนโดยย่อหน้าเล็กน้อย โดยเขียนบอกสาเหตุ และบอกระยะเวลาการลา
5. คำลงท้าย อยู่ตรงกับวันเดือนปีที่เขียน เป็นการบอกกล่าวแสดงความเคารพ
6. ลงชื่อผู้เขียน ให้เขียนเยื้องลงมาทางขวามือเล็กน้อย
7. คำรับรองของผู้ปกครอง ให้เขียนตรงกับคำขึ้นต้นแล้วให้ผู้ปกครองลงชื่อกำกับไว้

ตัวอย่าง จดหมายลาครู

                                                                                                             ๖๘/๑ หมู่ ๖ ตำบลบางแขม 
                                                                                                            อำเภอเมือง นครปฐม ๗๓๐๐๐

                                                                                ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๙

เรียน คุณครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๕

                    เนื่องจากกระผมป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ จึงไม่สามารถมาเรียนได้ จึงขอลาป่วยเป็นเวลา ๓ วัน คือ ตั้งแต่วันพุธที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ 
                    เมื่อกระผมหายเเล้ว จะมาเรียนตามปดติ

                                                                                 ด้วยความเคารพอย่างสูง
                                                                                    ด.ช. มีสุข อินทนิล

    ขอรับรองว่าเป็นความจริง
……………………………….
         (ผู้ปกครอง)
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. ภาษาไทย ป.4. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.

การย่อความ

การย่อความ คือ การเก็บเนื้อความหรือใจความสำคัญของเรื่อง

แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ให้ต่อเนื่อง กะทัดรัด และคงสาระเดิม

มีหลักการย่อความ ดังนี้

๑) เขียนคำขึ้นต้นย่อความตามประเภทของเรื่อง

๒) อ่านเรื่องที่จะย่อความโดยละเอียด ทำความเข้าใจเนื้อเรื่องและสำนวน

โวหารต่าง ๆ

๓) สรุปใจความสำคัญแต่ละย่อหน้า แล้วเรียบเรียงให้สอดคล้องต่อเนื่อง

เป็นสำนวนของผู้ย่อ โดยคงความหมายเดิมไว้อย่างครบถ้วน

๔) เรื่องที่เป็นคำประพันธ์ร้อยกรองต้องถอดคำประพันธ์เป็นร้อยแก้ว

แล้วจึงย่อความ

๕) สรรพนามบุรุษที่ ๑ ,๒ ต้องเปลี่ยนเป็นสรรพนามบุรุษที่ ๓

๖) ถ้าเป็นคำราชาศัพท์ต้องคงคำราชาศัพท์ไว้

๗) ถ้าไม่มีชื่อเรื่องให้ตั้งชื่อเรื่องด้วย